วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ย่ำเยอรมันในซัมเมอร์ : ตอนที่ 3 วัดไทยในเยอรมัน และ มหาวิหารเมืองโคโลจน์

    เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าของบ้านที่อาศัยอยู่ด้วยต้องเดินทางไปโรมาเนีย ผู้อาศัยอย่างเรามิบังอาจที่จะอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตและโบราณอย่างนี้คนเดียวในยามค่ำคืน ดังนั้นจึงถือโอกาสวางแผนไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ที่ไม่เคยไปบ้าง โดยจุดหมายปลายทางแรกได้นัดพบกับป้าแอ๊ด ที่วัดธรรมบารมี ซึ่งอยู่ในเมืองดอร์ทมูน (Dortmund) เมืองที่มีสนามฟุตบอลที่ใหญ่เป็นที่สองของเยอรมันลองจากเมืองมิวนิค หลังจากค้นหาที่อยู่ของวัดจาก Google แล้ว สารถีใจดีก็ได้แจ้งให้ GPS หรือ คนที่นี่เรียกกันว่า “ทอม ทอม” ทราบ โดยเจ้าทอม ทอม ทำหน้าที่อย่างดีในการนำทางมาตามที่อยู่ที่กำหนด แต่สถานที่ที่อยู่ด้านหน้าไหงเป็นโบสถ์คาทอลิกแทนที่จะเป็นวัดไทย แต่ในเมื่อไม่มีหนทางจะไปต่อจึงจำเป็นต้องเลี้ยวเข้าไปที่ประตูและขับตามรอยทางล้อรถที่มีอยู่  ทันใดนั้นสายตาที่ฉับไวได้หันไปเห็น ธงไทย ธงพุทธศาสนา และป้ายชื่อวัด หมายความว่าเรามาถูกทางแล้ว (มาทราบที่หลังว่าที่ดินของวัดซื้อมาจากโบสถ์คาทอลิก โดยตกลงว่าใช้ประตูร่วมกัน) ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นอาคารชั้นเดียว อยู่ภายในพื้นที่ไร่กว่าๆ โดยด้านหน้าเป็นสนามหญ้าซึ่งได้จัดตั้งศาลาพระพุทธรูปไว้สักการะ 


จากนั้นจึงกดกริ่งที่ประตู สักครู่มีผู้หญิงไทย 2 คนออกมาเชิญให้ไปด้านในเพื่อดื่มน้ำชา กาแฟ เมื่อเข้าไปถึงเป็นทางเดินแคบๆ ไปสู่ห้องต่างต่าง โดยห้องแรกด้านขวามือหน้าห้องมีที่วางรองเท้าไว้เป็นระเบียบคือห้องโถงขนาด ประมาณ 50 ตารางเมตร ถูกจัดไว้เสมือนโบสถ์ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานเป็นพระประธานของห้อง ส่วนทางด้านซ้ายของพระพุทธรูปจัดไว้เป็นที่นั่งของพระสงฆ์เพื่อแสดงธรรม และด้านซ้ายของทางเดินเป็นห้องครัว ห้องน้ำ และห้องพักของพระสงฆ์ เมื่อเดินออกประตูด้านหลังจะเป็นที่ปลูกพืชผักสวนครัวของวัด เนื่องจากเวลาที่มาถึงเป็นเวลาหลังอาหารเพลพอดีเราจึงได้อานิสงค์ ในการกินข้าวหอมมะลินุ่มๆ พร้อมผัดเผ็ดปลาช่อน ต้มกระดูกหมูใบมะขามอ่อน คอหมูย่าง มะเขือชุบไข่ และ ต้มจืดตำลึงฝรั่ง ด้วยรดชาติอาหารไทยไม่มีเพี้ยน จึงอดใจไม่ได้ที่จะกินไปถึง 2 จานเต็มๆ จนท้องอิ่มแปล้ เมื่อกินอาหารเสร็จป้าแอ็ดก็มาถึงพอดี จึงได้พากันไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์นิพนธ์ พร้อมกับเสวนาธรรม จึงทำให้ได้ทราบถึงประโยชน์ของวัดไทยในต่างแดน ว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้คนที่อยู่ที่นี่ได้มีโอกาสพบกันในเทศกาลต่างๆ และยังได้เป็นที่พึ่งของคนที่ได้รับความยากลำบากทั้งด้านทางกายและใจ ในการมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมอาหารไทยชั้นหนึ่งทีเดียว ในห้องครัวของวัดถือว่าเป็นครัวไทยเกือบครบสูตร มีเครื่องปรุงของไทยทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหัวหอม กระเทียม พริกแห้ง กะปิ น้ำปลา มะขามเปียก เครื่องแกงชนิดต่างๆ  และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือครกและหวดนึ่งข้าวเหนียว

     หลังจากสนทนาธรรมสักพัก ป้าแอ๊ด ต้องขอโอกาสกราบลาท่านพระอาจารย์กลับ เนื่องจากต้องกลับไปทำขนมใส่ไส้ เพื่อนำกลับมาทำบุญเลี้ยงพระ ซึ่งจะมีขึ้นร่วมกับเพื่อนคนไทยอีกหลายคนในวันรุ่งขึ้น โดยระยะทางจากวัดไทยไปบ้านป้าแอ๊ดโดยใช้บริการการรถไฟใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงทีเดียว แต่ทำไงได้วัดในเยอรมันไม่ได้มีมากมายเหมือนเมืองไทย คนไทยที่จะมาวัดต้องขับรถกันมาจากที่ไกลๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะนัดแนะมารถคันเดียวกัน รถไฟสายที่จะเดินทางไปเมือง Hilden ที่ป้าแอ๊ดอยู่คือรถไฟสาย S1 ซึ่งสถานีอยู่ไม่ไกลจากวัดมากนักเป็นรถไฟแบบหวานเย็นจอดทุกสถานีโดยผ่านเมืองใหญ่ที่คุ้นหูก็น่าจะเป็นเมือง Dusseldorf  และ  Essen ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและจัดแสดงนิทรรศการที่คนไทยนิยมมาดู รถไฟของที่นี่ถือว่าราคาแพงเอาการสำหรับการนั่งเที่ยวเดียว แต่คนที่นี่ถ้าใช้รถไฟเป็นประจำเขาจะซื้อการ์ดซึ่งมีทั้งเป็นแบบการ์ดลด 25% หรือ 50% หรือสำหรับนักศึกษา และคนสูงอายุนอกจากนี้ยังมีการ์ดแบบ Saver ซึ่งใช้สำหรับการเดินทางเป็นหมู่คณะ สงสัยว่าจุดประสงค์ของรัฐบาลต้องให้เที่ยวกันเป็นกลุ่มๆ กระมัง ส่วนการ์ดที่ป้าแอ๊ดใช้เป็นการ์ดแบบผู้สูงอายุ เดินทางได้สองคนในวันเสาร์ อาทิตย์ และสามารถขึ้นไปนั่งที่ห้องโดยสารชั้นหนึ่งได้ ระบบขนส่งที่นี่เชื่อมโยงกันหมดทั้งรถบัส รถราง และรถไฟ เมื่อซื้อตั๋วรถไฟจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง เมื่อลงจากรถไฟแล้วต้องต่อรถบัสไปยังสถานที่ที่ต้องการเราสามารถใช้ตั๋วรถไฟหรือรถรางต่อไปได้จนถึงเป้าหมายเลย
                เมือง Hilden ที่มาพักอาศัยอยู่ไม่ห่างจากโคโลญจน์เมืองดังต้นกำเนิดน้ำหอมโคโลญจน์ 4711 จึงพลาดโอกาสไม่ได้ที่จะต้องไปชมเมือง Koln ชื่อดัง โดยเป้าหมายที่สำคัญคือมหาวิหารโคโลญจน์โบสถ์เก่าแก่หลายร้อยปีชื่เมื่อมาถึงต้องหาที่จอดรถกันพักใหญ่เนื่องจากเมืองโคโลญจน์เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของเยอรมัน ซึ่งสภาพบ้านเรือนของเมืองใหญ่ของเยอรมันจะเหมือนกันหมด คือเต็มไปด้วยรถราและตึกรามบ้านช่อง และไม่ค่อยสะอาดนัก ด้วยวันนี้เป็นวันอาทิตย์ร้านค้าที่นี่ปิดหมดจึงมีผู้คนมาเดินช้อปปิ้งกันไม่มากนัก ทำให้เราสามารถเดินถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ จากลานจอดรถเดินดูตึกรามบ้านช่องมาเรื่อยๆ ห้านาทีก็เห็นมหาวิหารอยู่ตรงหน้า เมื่อสายตาได้สัมผัสอาคารเก่าสูงนี้แล้วรู้สึกหลงเสน่ห์ทันใด เพราะว่าภาพที่เห็นตรงหน้าสวยงามมากเหลือเกิน รูปปั้นแกะสลักของนักบุญหรือเทพเจ้าสามารถจัดทำได้งดงามละเอียดละออมาก อีกทั้งลวดลายของตัวโบสถ์ก็ทำได้มหัศจรรย์ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทัวร์ทุกรายการจึงหลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมมหาวิหารแห่งนี้กันตลอดปี หลังจากได้เดินชมมหาวิหารอย่างจุใจแล้วสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้คือการเดินเล่นที่ริมแม่น้ำไรน์ แม่น้ำสายสำคัญของเยอรมัน ซึ่งวันนี้อากาศดีจึงมีผู้คนมานั่งเล่นพักผ่อนและเดินชมตลาดนัดมือสองริมแม่น้ำกันอย่างหนาตา เหมือนตลาดวังหลังริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์ที่สำคัญอันหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นคือการนำกุญแจไปคล้องไว้ที่รั้วกันรางรถไฟบนสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ของหนุ่มสาวที่รักกันใหม่ๆ โดยไกด์นำทางบอกว่าความนิยมนี้คัดลอกมาจากหนังเกาหลี หรือ ญี่ปุ่นไม่แน่ใจ หลังจากเดินเที่ยวจนเหน็ดเหนื่อยก็หนีไม่พ้นเรื่องกิน เมืองนี้มีร้านอาหารไทยอยู่หลายร้าน แต่เราเลือกที่จะกินอาหารจีน เพราะราคาย่อมเยากว่า (ฮ่า ฮ่า)  เมื่อท้องอิ่มแล้วก็จำต้องโบกมืออำลาจากโคโลญจน์เมืองโบสถ์สวย ซึ่งนับเป็นสถานที่น่าจดจำแห่งหนึ่งในเยอรมัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น