วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ย่ำเยอรมันในซัมเมอร์ : ตอนที่ 2 บ้านเลขที่ 9 หมู่บ้าน Groβoldendorf

 เมื่อออกจากสนามบิน Schiphol ก็ได้เห็นถึงความสวยงามและเป็นธรรมชาติยามซัมเมอร์ของเนเธอร์แลนด์อีกครั้ง อุณหภูมิในฤดูกาลนี้ช่างดีเหลือเกิน อากาศกำลังเย็นสบาย โดยเฉพาะวันที่ไม่มีฝน และมีแสงแดดสาดส่องลงมาอย่างนี้ มองไปทางไหนเห็นแต่ความเขียวชอุ่มของต้นไม้ และความสดใสของท้องฟ้า ผิดจากบรรยากาศในฤดูหนาวอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ทุกต้นไร้ใบเนื่องจากทนความหนาวเย็นไม่ไหว กิ่งก้านมีแค่ปุยของหิมะเป็นเพื่อน ด้วยมีธุระที่ต้องทำในเนเธอร์แลนด์ก่อนที่จะเดินทางต่อไปที่บ้านในเยอรมัน ทำให้กว่าจะถึงชายแดนของตอนเหนือของเยอรมันพลบค่ำเสียแล้ว (ประมาณ 3 ทุ่มกว่า) แต่ดวงอาทิตย์ในฤดูนี้พึ่งจะเริ่มตกดิน ทำให้เห็นบรรยากาศแสงรำไรของดวงอาทิตย์กระทบทุ่งนาข้าวที่ใช้สำหรับทำเบียร์ (Barley) และขนมปัง (Wheat) เป็นแสงสีทองที่ขอบฟ้าสุดลูกหูลูกตาสวยงามมาก สลับกับทุ่งหญ้าสีเขียวที่มีฝูงวัวตัวอ้วนสีขาวที่มีจุดดำกำลังแทะเล็มหญ้า ช่างเป็นภาพที่ดูจะเห็นยากเหลือเกินในบ้านเมืองใหญ่ๆของประเทศไทยซึ่งมีแต่สิ่งก่อสร้างบดบังบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ดวงอาทิตย์เริ่มละจาก-ขอบฟ้าและความมืดก็เข้ามาเยือน เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านที่เยอรมันนีความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้หลับเป็นตายโดยไม่ได้สัมผัสบรรยากาศใดๆ ในบ้านเลย
                ความอ่อนเพลียของร่างกายหายเป็นปลิดทิ้งหลังจากได้นอนหลับสบายอย่างเต็มอิ่มใต้ผ้าห่มอันแสนนุ่มและอบอุ่น แสงแดดลอดม่านเข้ามาเพื่อเตือนให้รู้ว่าควรลุกจากที่นอนได้แล้ว เมื่อเปิดม่านออกมาก็เห็นฝูงม้าของเพื่อนบ้านฝั่งบ้านตรงข้ามกำลังแทะเล็มหญ้าอย่างสบายใจ หลังอาหารเช้าก็ได้มีโอกาสเดินดูรอบบ้านอย่างเต็มตา ต้นไม้ใหญ่ 3 ต้นให้ร่มเงาที่แสนดีผลิใบเขียวชอุ่มเต็มต้นมีแต่ความร่มรื่นและให้ร่มเงาแห่งความเย็นผิดจากฤดูหนาวที่ผ่านมา ดอกกุหลาบสีชมพูหน้าบ้านผลิเป็นช่อใหญ่รอต้อนรับ ไม้ใบที่ขึ้นมาอย่างไม่เป็นรูปเป็นทรงรอบบ้านดูรกหนาตา ห้องแต่ละห้องเต็มไปด้วยฝุ่นเหมือนรอให้ใครมาดูแล

                 หมู่บ้าน Groβoldendorf  (อ่านว่า กรอส-โอล-เด้น-ดรอฟ) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอ Uplengen จังหวัด Leer ซึ่งขึ้นอยู่กับนครรัฐ Bremen จากการประมาณด้วยสายตาน่าจะมีผู้คนอยู่ประมาณ 50-60 ครัวเรือน ครอบครัวโดยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรปลูกต้นข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์  และทำฟาร์มโคนม บ้านแต่ละหลังมีขนาดใหญ่ มีสวนรอบบ้าน ปลูกดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม มีพื้นที่ปลูกผักสวนครัวกินเอง มีโรงงาน (Bann) สำหรับเป็นที่อาศัยของวัวและม้า หรือเก็บผลผลิตจากการเกษตร ประชาชนที่นี่ก็คงเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ แถวประเทศไทย มองไปทางไหนก็ไม่เห็นคนหนุ่มสาวเนื่องจากไปเรียนหรือทำงานในเมืองใหญ่ เหลือไว้แต่คนรุ่นใหญ่ แต่ก็ยังไม่ถึงวัยชรา หมู่บ้านนี้ต้องเรียกว่ามีขนาดเล็กจริงๆ เนื่องจากไม่มี Supermarket  เวลาจะไป Shopping ต้องไปหมู่บ้านที่ใกล้เคียงที่เมือง Remels  ซึ่งห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตรซุึ่งสามารถขี่จักรยานไปได้อย่างสะดวกสบาย 


                 เมื่อพูดถึงจักรยานก็รู้สึกนิยมชมชอบกับนโยบายของรัฐบาลทั้งเนเธอร์แลนด์และเยอรมันที่ให้ความสำคัญของผู้บขี่จักรยานเป็นอย่างมาก ถนนทุกเส้นจะมีเลนเฉพาะของจักรยาน ถ้ารถยนต์ขับมาแล้วเจอคนเดินหรือจักรยานต้องหยุดให้ทันที ถือว่าความปลอดภัยสูงมาก เนื่องด้วยจักรยานเป็นที่นิยมที่ร้านขายจึงมีหลายรุ่นหลายแบบให้เลือก มีทั้งแบบใช้ไฟฟ้าและไม่ใช้ไฟฟ้า ที่ท้ายของจักรยานจะต้องมีกระเป๋าสองข้างไว้ใส่สัมภาระเวลาไปช้อปปิ้ง ถ้ามีสัมภาระมาก ก็มีรถพ่วงเล็กๆ ด้วย สำหรับคนที่ต้องการซ้อนท้ายเด็กก็ต้องใส่ที่นั่งเด็กท้ายรถจักรยานเพื่อป้องกันเท้าของเด็กเข้าไปในซี่ล้อจักรยาน ความใส่ใจในเรื่องกฎการขี่จักรยานที่นี่ก็ไม่แพ้รถยนต์ การขับขี่จักรยานกลางคืนจะต้องเปิดไฟให้ชัดเจน การขี่จักรยานในระยะทางประมาณ 5-6 กิโลเมตรของคนที่นี่เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่หรือคนแก่ ซึ่งบรรยากาศการขี่จักรยานไปธุระแบบนี้ไม่สามารถหาดูได้เลยทั้งในเมืองและต่างจังหวัดในบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะวัยรุ่นขี่จักรยานคงเป็นเรื่องที่อับอายน่าดู สำหรับเรื่องรถโดยสารประจำทางในวันหนึ่งจะมีรถผ่าน 3 เวลาคือเช้า บ่าย และ เย็น ดังนั้นถ้าจะไปที่ไหนไกลก็ต้องใช้รถยนต์ ผู้คนที่นี่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อเดินผ่านกันจะต้องทักทายกันเสมอด้วยคำว่า ฮัลโหล หรือ โมย ซึ่งแปลว่าสวัสดี และผู้คนที่นี่มีน้ำใจ ชอบงานสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ
                  
                เมื่อเห็นการดำรงชีวิตของคนที่นี่ทำให้นึกถึงคนบัญญัติศัพท์คำว่าประเทศที่เจริญแล้ว กับ ประเทศที่กำลังพัฒนา ว่าคำนิยามนั้นวัดกันที่อะไร ทุกครอบครัวต้องทำงานบ้านเองไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า รีดผ้า หรือ การทำอาหารกินเองในครอบครัวเพื่อความประหยัด เพราะอาหารนอกบ้านราคาแพงมากนอกจากเป็นมื้อพิเศษเท่านั้น รวมทั้งการไปตลาดต้องใช้ตะกร้าและใช้จักรยาน ซึ่งทุกคนก่อนออกจากบ้านไปซุปเปอร์มาเกตต้องไม่ลืมเรื่องการนำกระเป๋าไปใส่สัมภาระกลับมา เพราะห้างเก็บเงินค่าถุงพลาสติก และที่สำคัญใครๆ เขาก็ทำอย่างนี้ สำหรับห้างสรรพสินค้าและโรงแรมที่นี่ถ้าพูดถึงความหรูหราคงต้องยกให้ประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว ถึงในเมืองใหญ่จะมีบ้างก็ไม่เท่าประเทศไทยของเรา ความสะดวกสบายในการจับจ่ายถือว่าแย่กว่าเมืองไทยมาก เพราะห้างที่นี่ปิดประมาณ 2 ทุ่ม (แถมห้างเล็กๆ ปิดกลางวันพักกินข้าวด้วย) โดยเฉพาะวันอาทิตย์ต้องเรียกว่าเป็นวันพักผ่อนจริงๆ ไม่ใช่วันช้อปปิ้ง เพราะห้างร้านต่างๆ ปิดหมด ส่วนเรื่องเทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์เท่าที่สังเกตก็ไม่เห็นวัยรุ่นนั่งจิ้มไอโฟนกัน อาจเป็นเพราะค่าโทรศัพท์ราคาแพง จากวิถีชีวิตของคนที่นี่ทำให้นึกถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่ของผู้คนอยู่แบบเรียบง่ายๆ จริงๆ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งคนไทยกำลังรณรงค์กันอยู่ ถ้าจะคิดดูให้ดีการก้าวเดินถอยหลังกลับไป 30  ปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าประเทศไทยจะเดินตามประเทศที่เจริญแล้ว เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ก็คงเกิดขึ้นแล้วกับประเทศเหล่านี้เมื่อ 30 ปีก่อน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น