วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ย่ำเยอรมันในซัมเมอร์ : ตอนที่ 4 “Glück und Segen zum Einzug”

        วันนี้เป็นเสมือนวันที่บ้านหลังนี้ได้เข้ามาเป็นสมาชิกของหมู่บ้าน Groβoldendorf อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาเพื่อนบ้านในหมู่บ้านได้จัดงานต้อนรับการขึ้นบ้านใหม่ให้ ประเพณีการต้องรับสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านแถบนี้เป็นประเพณีที่น่ารัก และประทับใจอย่างยิ่ง การต้อนรับเป็นไปอย่างเรียบง่ายและอบอุ่น เริ่มจากตอนที่เข้ามาอยู่ใหม่ๆ โฟร์ลี่และแอลก้า เพื่อนบ้านที่อยู่ตรงข้ามมาบอกว่าเพื่อนบ้านต้องการจะจัดต้อนรับสมาชิกที่มาอยู่ใหม่ในหมู่บ้าน ขอให้นัดหมายวันเวลาที่เราสะดวก  อยากให้จัดเป็นกลุ่มเล็กๆ เชิญเฉพาะเพื่อนบ้านที่อยู่บนถนนเดียวกัน เจ้าของบ้านจะได้ไม่เหนื่อยมาก ซึ่งได้วันนัดหมายว่าเป็นวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2554  โดยก่อนถึงวันนัดหมายสักหนึ่งอาทิตย์ เราได้ไปปรึกษา อลิซาเบอร์ เพื่อนบ้านที่อยู่ด้านหลังว่าปาร์ตี้ที่นี่เขาทำอย่างไรกันบ้าง โดยเราได้จัดเตรียมซื้ออาหารและเครื่องดื่มตามคำแนะนำ พร้อมกันนี้เธอได้แจ้งเวลาของปาร์ตี้ว่าเป็นเวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง มีคนประมาณ 15 คนซึ่งรวมถึงเจ้าของบ้านเป็น 17 คน ซึ่งทำให้เราต้องเตรียมสถานที่และที่นั่งให้เพียงพอ โดยตกลงกันว่าควรจะใช้ห้องรับแขกทะลุห้องครัว แทนการนั่งที่สนามเนื่องจากสภาพอากาศข้างนอกค่อนข้างหนาวเย็น
                เช้าวันศุกร์เป็นวันที่มีกิจกรรมมากวันหนึ่ง เริ่มตั้งแต่ทำความสะอาดห้องรับแขกและห้องครัว จัดย้ายโต๊ะและเก้าอี้จากห้องโน้นมาห้องนี้พร้อมจัดเตรียมแก้ว ถ้วย ชามและเครื่องดื่ม มีเท่าไรก็ขนออกมา ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าสไตล์การดื่มของคนที่นี่เป็นอย่างไรบ้างจึงเตรียมเครื่องดื่มทุกประเภทไว้ สำหรับเรื่องอาหารอลิซาเบอร์ได้บอกเราไว้แล้วว่าให้เราจัดเตรียมไส้กรอก (Bratwurst) ซึ่งเป็นอาหารประจำชาติของคนเยอรมันอย่างเดียว ซึ่งเมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมายเราได้ยินเสียงคนคุยกันหน้าบ้านจึงเดินออกไปต้อนรับซึ่งเราคิดว่าคงเป็นเพื่อนบ้านที่เริ่มทยอยมาทีละคน ปรากฏว่าเมื่อเดินออกไปเห็นคนยืนกันเต็มหน้าบ้านโดยพวกผู้ชายกำลังช่วยกันจัดทำซุ้มที่หน้าประตู ลักษณะซุ้มทำมาจากกิ่งคริสมาสต์ขดเรียงกันยาวมากกว่า 5 เมตรประดับด้วยริบบิ้นสามสีแล้วนำมาโค้งที่ขอบทางเข้าประตูหน้าบ้าน ด้วยความที่เราไม่รู้ประเพณีเลยจะเปิดประตูออกไปช่วยแต่เพื่อนบ้านบอกว่าตอนนี้เป็นหน้าที่ของพวกเขา เราจึงได้เข้ามารอในบ้านประมาณ 15 นาทีเพื่อนบ้านจึงกดกริ่งเรียกเราออกไป หลังจากนั้นทรูดี้ได้เข้ามามอบกระเช้าของขวัญแก่เจ้าของบ้านและพูดเป็นภาษาเยอรมันซึ่งสามารถเดาได้ว่าเป็นการกล่าวคำอวยพรต้อนรับการเข้ามาอยู่บ้านใหม่ โดยสิ่งที่อยู่ในห่อกระเช้าของขวัญคือขนมปังและเกลือต่างชนิด (Seasoning Salt) และในห่อมีการ์ดซึ่งน่ารักมาก เพื่อนบ้านได้เขียนคำอวยพรเป็น 4 ภาษา คือ เยอรมัน (เพื่อนบ้าน) ดัชต์ / ไทย (ผู้อาศัยในบ้านทั้งสอง) และอังกฤษ ซึ่งความหมายในการ์ดคิดว่าข้อความดั้งเดิมน่าจะเป็นภาษาเยอรมันหรืออังกฤษ เพราะการแปลเป็นภาษาไทยและดัชต์ มีลักษณะการแปลเป็นประโยคต่อประโยคทำให้ความหมายไม่ตรงนัก แต่สามารถสรุปใจความได้ว่า
               “สำหรับการเข้ามาอยู่ในบ้านใหม่หลังนี้ เราเพื่อนบ้านต้องการให้คุณมีความสุขและความพอใจ จึงได้นำของขวัญสองสิ่งมามอบให้คือขนมปังกับเกลือหลากชนิด ซึ่งความหมายของขนมปังคือมันไม่เคยออกไปจากชีวิตเรา ส่วนเกลือก็มีชนิดให้เลือกปรุงตามความเหมาะสมถ้าคุณไม่เบื่อมันเสียก่อน นอกจากนี้สามารถแบ่งปันขนมปังนี้กินกับเพื่อนบ้านที่ดีๆ ของคุณได้ ตราบใดก็ตามที่ชีวิตคุณมีเกลือและขนมปังคุณจะห่างไกลจากความทุกข์ยากทั้งปวง”  ถึงแม้จะไม่ซาบซึ้งกับภาษาแต่รู้สึกชื่นชมในคำอวยพรที่มีความหมายดีๆ แบบนี้อย่างจริงใจ
                หลังจากนั้นทุกคนก็เข้ามากอดต้อนรับเราทีละคน แล้วจึงพากันเดินเข้าไปในห้องรับแขก รูปแบบการดื่มของคนเยอรมันต่างกับคนเนเธอร์แลนด์ ถ้าเป็นคนเนเธอร์แลนด์จะเริ่มต้นการดื่มด้วยชาหรือกาแฟ แต่คนที่นี่เริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มแอลกฮอล์ทันที ซึ่งรูปแบบการดื่มช่างหลากหลาย ไม่ใช่เป็นการดื่มเบียร์อย่างเดียวเหมือนเนเธอร์แลนด์ มีเพื่อนบ้านหลายคนดื่มเหล้า ซึ่งมีทั้งบรั่นดี คอนยัก ผสมโคล่าและสไปร์ท อีกทั้งมีเบียร์ผสมสไปร์ทที่เรียกว่า “Radler” หรือ “Lester” “Aหลังจากที่ดื่มและพูดคุยกันสักพักเราจึงรับประทานอาหารง่ายๆ ร่วมกัน โดยอาหารที่จัดเตรียมไว้ก็คือ Bratwurst ทอด และมีสลัดของเพื่อนบ้านที่น่ารักที่นัดแนะกันทำมาคนละชนิดโดยเราไม่รู้มาก่อน  คนที่นี่ชอบการดื่มเป็นชีวิตจิตใจและตั้งใจจะดื่มให้เมา มีประเพณีหนึ่งที่นิยมทำระหว่างดื่มคือการให้ทุกคนดื่มเหล้าขวดเล็กขนาด 20 ml. ปริมาณแอลกฮอล์ 35%  ให้หมดในครั้งเดียว พร้อมกันทุกคน โดยส่งเสียงก่อนดื่มว่า “Prost “ มันก็คงเหมือนคำว่า  “เชียร์” บ้านเรากระมัง ซึ่งคืนนี้เราก็ได้เตรียมเครื่องดื่มนี้ไว้ให้อย่างสะใจดังนั้นจึงสามารถกล่าวคำว่า “Prost” ถึงสี่ครั้ง มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งชื่อฮาเก ดูท่าทางจะเป็นคนดื่มมากและสนุกสนานเพราะฮาเกลองทุกเครื่องดื่มที่เราหยิบยื่นให้และเพื่อนฝูงทุกคนก็เชียร์ให้ฮาเกดื่ม เมื่อทุกคนเริ่มจะเข้าที่ก็เริ่มร้องรำทำเพลงพูดคุย หัวเราะกันอย่างออกรสออกชาติ ซึ่งกว่าคนแรกจะทยอยกลับบ้านก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนโดยเพื่อนบ้านที่กลับคนแรกคือ เอบี้ ส่วนเพื่อนบ้านที่ดื่มทนทานที่สุดก็ยกให้แก่ อิปเปอร์ ทรูส ออตโต้ และอลิซาเบอร์ กลับประมาณตีสองกว่าๆ  งานนี้ถึงจะเหนื่อยไปบ้างแต่ก็รู้สึกคุ้มค่ากับการต้อนรับที่อบอุ่นและการได้รู้จักเพื่อนบ้านที่ดีๆ ทุกคนในหมู่บ้าน Groβoldendorf  มากขึ้น และหวังว่าเราจะมีความสุขตามคำอวยพรบนซุ้มที่เขียนว่า ขอให้โชคดีและขออวยพรให้มีความสุขในการเข้ามาอาศัยในบ้านหลังนี้” ซึ่งเขียนเป็นภาษาเยอรมันว่า “Glück und Segen zum Einzug”
ซุ้มประตูหน้าบ้านที่เพื่อนบ้านมาทำให้
เพื่อนบ้านนัดกันมาแสดงการต้อนรับ
การ์ดสี่ภาษาที่เพื่อนบ้านอุตส่าห์ตั้งใจทำให้

เขียนเส้นทางเข้าบ้าน (Haus)
ปาร์ตี้ง่ายๆ ในบ้าน
เพื่อนบ้านทำสลัดมากินด้วยกัน


วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ย่ำเยอรมันในซัมเมอร์ : ตอนที่ 3 วัดไทยในเยอรมัน และ มหาวิหารเมืองโคโลจน์

    เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าของบ้านที่อาศัยอยู่ด้วยต้องเดินทางไปโรมาเนีย ผู้อาศัยอย่างเรามิบังอาจที่จะอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตและโบราณอย่างนี้คนเดียวในยามค่ำคืน ดังนั้นจึงถือโอกาสวางแผนไปเที่ยวเมืองอื่นๆ ที่ไม่เคยไปบ้าง โดยจุดหมายปลายทางแรกได้นัดพบกับป้าแอ๊ด ที่วัดธรรมบารมี ซึ่งอยู่ในเมืองดอร์ทมูน (Dortmund) เมืองที่มีสนามฟุตบอลที่ใหญ่เป็นที่สองของเยอรมันลองจากเมืองมิวนิค หลังจากค้นหาที่อยู่ของวัดจาก Google แล้ว สารถีใจดีก็ได้แจ้งให้ GPS หรือ คนที่นี่เรียกกันว่า “ทอม ทอม” ทราบ โดยเจ้าทอม ทอม ทำหน้าที่อย่างดีในการนำทางมาตามที่อยู่ที่กำหนด แต่สถานที่ที่อยู่ด้านหน้าไหงเป็นโบสถ์คาทอลิกแทนที่จะเป็นวัดไทย แต่ในเมื่อไม่มีหนทางจะไปต่อจึงจำเป็นต้องเลี้ยวเข้าไปที่ประตูและขับตามรอยทางล้อรถที่มีอยู่  ทันใดนั้นสายตาที่ฉับไวได้หันไปเห็น ธงไทย ธงพุทธศาสนา และป้ายชื่อวัด หมายความว่าเรามาถูกทางแล้ว (มาทราบที่หลังว่าที่ดินของวัดซื้อมาจากโบสถ์คาทอลิก โดยตกลงว่าใช้ประตูร่วมกัน) ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นอาคารชั้นเดียว อยู่ภายในพื้นที่ไร่กว่าๆ โดยด้านหน้าเป็นสนามหญ้าซึ่งได้จัดตั้งศาลาพระพุทธรูปไว้สักการะ 


จากนั้นจึงกดกริ่งที่ประตู สักครู่มีผู้หญิงไทย 2 คนออกมาเชิญให้ไปด้านในเพื่อดื่มน้ำชา กาแฟ เมื่อเข้าไปถึงเป็นทางเดินแคบๆ ไปสู่ห้องต่างต่าง โดยห้องแรกด้านขวามือหน้าห้องมีที่วางรองเท้าไว้เป็นระเบียบคือห้องโถงขนาด ประมาณ 50 ตารางเมตร ถูกจัดไว้เสมือนโบสถ์ มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐานเป็นพระประธานของห้อง ส่วนทางด้านซ้ายของพระพุทธรูปจัดไว้เป็นที่นั่งของพระสงฆ์เพื่อแสดงธรรม และด้านซ้ายของทางเดินเป็นห้องครัว ห้องน้ำ และห้องพักของพระสงฆ์ เมื่อเดินออกประตูด้านหลังจะเป็นที่ปลูกพืชผักสวนครัวของวัด เนื่องจากเวลาที่มาถึงเป็นเวลาหลังอาหารเพลพอดีเราจึงได้อานิสงค์ ในการกินข้าวหอมมะลินุ่มๆ พร้อมผัดเผ็ดปลาช่อน ต้มกระดูกหมูใบมะขามอ่อน คอหมูย่าง มะเขือชุบไข่ และ ต้มจืดตำลึงฝรั่ง ด้วยรดชาติอาหารไทยไม่มีเพี้ยน จึงอดใจไม่ได้ที่จะกินไปถึง 2 จานเต็มๆ จนท้องอิ่มแปล้ เมื่อกินอาหารเสร็จป้าแอ็ดก็มาถึงพอดี จึงได้พากันไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์นิพนธ์ พร้อมกับเสวนาธรรม จึงทำให้ได้ทราบถึงประโยชน์ของวัดไทยในต่างแดน ว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้คนที่อยู่ที่นี่ได้มีโอกาสพบกันในเทศกาลต่างๆ และยังได้เป็นที่พึ่งของคนที่ได้รับความยากลำบากทั้งด้านทางกายและใจ ในการมาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งรวมอาหารไทยชั้นหนึ่งทีเดียว ในห้องครัวของวัดถือว่าเป็นครัวไทยเกือบครบสูตร มีเครื่องปรุงของไทยทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหัวหอม กระเทียม พริกแห้ง กะปิ น้ำปลา มะขามเปียก เครื่องแกงชนิดต่างๆ  และที่สำคัญที่ขาดไม่ได้คือครกและหวดนึ่งข้าวเหนียว

     หลังจากสนทนาธรรมสักพัก ป้าแอ๊ด ต้องขอโอกาสกราบลาท่านพระอาจารย์กลับ เนื่องจากต้องกลับไปทำขนมใส่ไส้ เพื่อนำกลับมาทำบุญเลี้ยงพระ ซึ่งจะมีขึ้นร่วมกับเพื่อนคนไทยอีกหลายคนในวันรุ่งขึ้น โดยระยะทางจากวัดไทยไปบ้านป้าแอ๊ดโดยใช้บริการการรถไฟใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงทีเดียว แต่ทำไงได้วัดในเยอรมันไม่ได้มีมากมายเหมือนเมืองไทย คนไทยที่จะมาวัดต้องขับรถกันมาจากที่ไกลๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักจะนัดแนะมารถคันเดียวกัน รถไฟสายที่จะเดินทางไปเมือง Hilden ที่ป้าแอ๊ดอยู่คือรถไฟสาย S1 ซึ่งสถานีอยู่ไม่ไกลจากวัดมากนักเป็นรถไฟแบบหวานเย็นจอดทุกสถานีโดยผ่านเมืองใหญ่ที่คุ้นหูก็น่าจะเป็นเมือง Dusseldorf  และ  Essen ซึ่งเป็นย่านธุรกิจและจัดแสดงนิทรรศการที่คนไทยนิยมมาดู รถไฟของที่นี่ถือว่าราคาแพงเอาการสำหรับการนั่งเที่ยวเดียว แต่คนที่นี่ถ้าใช้รถไฟเป็นประจำเขาจะซื้อการ์ดซึ่งมีทั้งเป็นแบบการ์ดลด 25% หรือ 50% หรือสำหรับนักศึกษา และคนสูงอายุนอกจากนี้ยังมีการ์ดแบบ Saver ซึ่งใช้สำหรับการเดินทางเป็นหมู่คณะ สงสัยว่าจุดประสงค์ของรัฐบาลต้องให้เที่ยวกันเป็นกลุ่มๆ กระมัง ส่วนการ์ดที่ป้าแอ๊ดใช้เป็นการ์ดแบบผู้สูงอายุ เดินทางได้สองคนในวันเสาร์ อาทิตย์ และสามารถขึ้นไปนั่งที่ห้องโดยสารชั้นหนึ่งได้ ระบบขนส่งที่นี่เชื่อมโยงกันหมดทั้งรถบัส รถราง และรถไฟ เมื่อซื้อตั๋วรถไฟจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง เมื่อลงจากรถไฟแล้วต้องต่อรถบัสไปยังสถานที่ที่ต้องการเราสามารถใช้ตั๋วรถไฟหรือรถรางต่อไปได้จนถึงเป้าหมายเลย
                เมือง Hilden ที่มาพักอาศัยอยู่ไม่ห่างจากโคโลญจน์เมืองดังต้นกำเนิดน้ำหอมโคโลญจน์ 4711 จึงพลาดโอกาสไม่ได้ที่จะต้องไปชมเมือง Koln ชื่อดัง โดยเป้าหมายที่สำคัญคือมหาวิหารโคโลญจน์โบสถ์เก่าแก่หลายร้อยปีชื่เมื่อมาถึงต้องหาที่จอดรถกันพักใหญ่เนื่องจากเมืองโคโลญจน์เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของเยอรมัน ซึ่งสภาพบ้านเรือนของเมืองใหญ่ของเยอรมันจะเหมือนกันหมด คือเต็มไปด้วยรถราและตึกรามบ้านช่อง และไม่ค่อยสะอาดนัก ด้วยวันนี้เป็นวันอาทิตย์ร้านค้าที่นี่ปิดหมดจึงมีผู้คนมาเดินช้อปปิ้งกันไม่มากนัก ทำให้เราสามารถเดินถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ จากลานจอดรถเดินดูตึกรามบ้านช่องมาเรื่อยๆ ห้านาทีก็เห็นมหาวิหารอยู่ตรงหน้า เมื่อสายตาได้สัมผัสอาคารเก่าสูงนี้แล้วรู้สึกหลงเสน่ห์ทันใด เพราะว่าภาพที่เห็นตรงหน้าสวยงามมากเหลือเกิน รูปปั้นแกะสลักของนักบุญหรือเทพเจ้าสามารถจัดทำได้งดงามละเอียดละออมาก อีกทั้งลวดลายของตัวโบสถ์ก็ทำได้มหัศจรรย์ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทัวร์ทุกรายการจึงหลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมมหาวิหารแห่งนี้กันตลอดปี หลังจากได้เดินชมมหาวิหารอย่างจุใจแล้วสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างหนึ่งของเมืองนี้คือการเดินเล่นที่ริมแม่น้ำไรน์ แม่น้ำสายสำคัญของเยอรมัน ซึ่งวันนี้อากาศดีจึงมีผู้คนมานั่งเล่นพักผ่อนและเดินชมตลาดนัดมือสองริมแม่น้ำกันอย่างหนาตา เหมือนตลาดวังหลังริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์ที่สำคัญอันหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นคือการนำกุญแจไปคล้องไว้ที่รั้วกันรางรถไฟบนสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ของหนุ่มสาวที่รักกันใหม่ๆ โดยไกด์นำทางบอกว่าความนิยมนี้คัดลอกมาจากหนังเกาหลี หรือ ญี่ปุ่นไม่แน่ใจ หลังจากเดินเที่ยวจนเหน็ดเหนื่อยก็หนีไม่พ้นเรื่องกิน เมืองนี้มีร้านอาหารไทยอยู่หลายร้าน แต่เราเลือกที่จะกินอาหารจีน เพราะราคาย่อมเยากว่า (ฮ่า ฮ่า)  เมื่อท้องอิ่มแล้วก็จำต้องโบกมืออำลาจากโคโลญจน์เมืองโบสถ์สวย ซึ่งนับเป็นสถานที่น่าจดจำแห่งหนึ่งในเยอรมัน

ย่ำเยอรมันในซัมเมอร์ : ตอนที่ 2 บ้านเลขที่ 9 หมู่บ้าน Groβoldendorf

 เมื่อออกจากสนามบิน Schiphol ก็ได้เห็นถึงความสวยงามและเป็นธรรมชาติยามซัมเมอร์ของเนเธอร์แลนด์อีกครั้ง อุณหภูมิในฤดูกาลนี้ช่างดีเหลือเกิน อากาศกำลังเย็นสบาย โดยเฉพาะวันที่ไม่มีฝน และมีแสงแดดสาดส่องลงมาอย่างนี้ มองไปทางไหนเห็นแต่ความเขียวชอุ่มของต้นไม้ และความสดใสของท้องฟ้า ผิดจากบรรยากาศในฤดูหนาวอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้ทุกต้นไร้ใบเนื่องจากทนความหนาวเย็นไม่ไหว กิ่งก้านมีแค่ปุยของหิมะเป็นเพื่อน ด้วยมีธุระที่ต้องทำในเนเธอร์แลนด์ก่อนที่จะเดินทางต่อไปที่บ้านในเยอรมัน ทำให้กว่าจะถึงชายแดนของตอนเหนือของเยอรมันพลบค่ำเสียแล้ว (ประมาณ 3 ทุ่มกว่า) แต่ดวงอาทิตย์ในฤดูนี้พึ่งจะเริ่มตกดิน ทำให้เห็นบรรยากาศแสงรำไรของดวงอาทิตย์กระทบทุ่งนาข้าวที่ใช้สำหรับทำเบียร์ (Barley) และขนมปัง (Wheat) เป็นแสงสีทองที่ขอบฟ้าสุดลูกหูลูกตาสวยงามมาก สลับกับทุ่งหญ้าสีเขียวที่มีฝูงวัวตัวอ้วนสีขาวที่มีจุดดำกำลังแทะเล็มหญ้า ช่างเป็นภาพที่ดูจะเห็นยากเหลือเกินในบ้านเมืองใหญ่ๆของประเทศไทยซึ่งมีแต่สิ่งก่อสร้างบดบังบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ดวงอาทิตย์เริ่มละจาก-ขอบฟ้าและความมืดก็เข้ามาเยือน เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านที่เยอรมันนีความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้หลับเป็นตายโดยไม่ได้สัมผัสบรรยากาศใดๆ ในบ้านเลย
                ความอ่อนเพลียของร่างกายหายเป็นปลิดทิ้งหลังจากได้นอนหลับสบายอย่างเต็มอิ่มใต้ผ้าห่มอันแสนนุ่มและอบอุ่น แสงแดดลอดม่านเข้ามาเพื่อเตือนให้รู้ว่าควรลุกจากที่นอนได้แล้ว เมื่อเปิดม่านออกมาก็เห็นฝูงม้าของเพื่อนบ้านฝั่งบ้านตรงข้ามกำลังแทะเล็มหญ้าอย่างสบายใจ หลังอาหารเช้าก็ได้มีโอกาสเดินดูรอบบ้านอย่างเต็มตา ต้นไม้ใหญ่ 3 ต้นให้ร่มเงาที่แสนดีผลิใบเขียวชอุ่มเต็มต้นมีแต่ความร่มรื่นและให้ร่มเงาแห่งความเย็นผิดจากฤดูหนาวที่ผ่านมา ดอกกุหลาบสีชมพูหน้าบ้านผลิเป็นช่อใหญ่รอต้อนรับ ไม้ใบที่ขึ้นมาอย่างไม่เป็นรูปเป็นทรงรอบบ้านดูรกหนาตา ห้องแต่ละห้องเต็มไปด้วยฝุ่นเหมือนรอให้ใครมาดูแล

                 หมู่บ้าน Groβoldendorf  (อ่านว่า กรอส-โอล-เด้น-ดรอฟ) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอ Uplengen จังหวัด Leer ซึ่งขึ้นอยู่กับนครรัฐ Bremen จากการประมาณด้วยสายตาน่าจะมีผู้คนอยู่ประมาณ 50-60 ครัวเรือน ครอบครัวโดยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรปลูกต้นข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์  และทำฟาร์มโคนม บ้านแต่ละหลังมีขนาดใหญ่ มีสวนรอบบ้าน ปลูกดอกไม้ประดับอย่างสวยงาม มีพื้นที่ปลูกผักสวนครัวกินเอง มีโรงงาน (Bann) สำหรับเป็นที่อาศัยของวัวและม้า หรือเก็บผลผลิตจากการเกษตร ประชาชนที่นี่ก็คงเหมือนหมู่บ้านเล็กๆ แถวประเทศไทย มองไปทางไหนก็ไม่เห็นคนหนุ่มสาวเนื่องจากไปเรียนหรือทำงานในเมืองใหญ่ เหลือไว้แต่คนรุ่นใหญ่ แต่ก็ยังไม่ถึงวัยชรา หมู่บ้านนี้ต้องเรียกว่ามีขนาดเล็กจริงๆ เนื่องจากไม่มี Supermarket  เวลาจะไป Shopping ต้องไปหมู่บ้านที่ใกล้เคียงที่เมือง Remels  ซึ่งห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตรซุึ่งสามารถขี่จักรยานไปได้อย่างสะดวกสบาย 


                 เมื่อพูดถึงจักรยานก็รู้สึกนิยมชมชอบกับนโยบายของรัฐบาลทั้งเนเธอร์แลนด์และเยอรมันที่ให้ความสำคัญของผู้บขี่จักรยานเป็นอย่างมาก ถนนทุกเส้นจะมีเลนเฉพาะของจักรยาน ถ้ารถยนต์ขับมาแล้วเจอคนเดินหรือจักรยานต้องหยุดให้ทันที ถือว่าความปลอดภัยสูงมาก เนื่องด้วยจักรยานเป็นที่นิยมที่ร้านขายจึงมีหลายรุ่นหลายแบบให้เลือก มีทั้งแบบใช้ไฟฟ้าและไม่ใช้ไฟฟ้า ที่ท้ายของจักรยานจะต้องมีกระเป๋าสองข้างไว้ใส่สัมภาระเวลาไปช้อปปิ้ง ถ้ามีสัมภาระมาก ก็มีรถพ่วงเล็กๆ ด้วย สำหรับคนที่ต้องการซ้อนท้ายเด็กก็ต้องใส่ที่นั่งเด็กท้ายรถจักรยานเพื่อป้องกันเท้าของเด็กเข้าไปในซี่ล้อจักรยาน ความใส่ใจในเรื่องกฎการขี่จักรยานที่นี่ก็ไม่แพ้รถยนต์ การขับขี่จักรยานกลางคืนจะต้องเปิดไฟให้ชัดเจน การขี่จักรยานในระยะทางประมาณ 5-6 กิโลเมตรของคนที่นี่เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่หรือคนแก่ ซึ่งบรรยากาศการขี่จักรยานไปธุระแบบนี้ไม่สามารถหาดูได้เลยทั้งในเมืองและต่างจังหวัดในบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะวัยรุ่นขี่จักรยานคงเป็นเรื่องที่อับอายน่าดู สำหรับเรื่องรถโดยสารประจำทางในวันหนึ่งจะมีรถผ่าน 3 เวลาคือเช้า บ่าย และ เย็น ดังนั้นถ้าจะไปที่ไหนไกลก็ต้องใช้รถยนต์ ผู้คนที่นี่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เมื่อเดินผ่านกันจะต้องทักทายกันเสมอด้วยคำว่า ฮัลโหล หรือ โมย ซึ่งแปลว่าสวัสดี และผู้คนที่นี่มีน้ำใจ ชอบงานสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ
                  
                เมื่อเห็นการดำรงชีวิตของคนที่นี่ทำให้นึกถึงคนบัญญัติศัพท์คำว่าประเทศที่เจริญแล้ว กับ ประเทศที่กำลังพัฒนา ว่าคำนิยามนั้นวัดกันที่อะไร ทุกครอบครัวต้องทำงานบ้านเองไม่ว่าจะเป็นการซักผ้า รีดผ้า หรือ การทำอาหารกินเองในครอบครัวเพื่อความประหยัด เพราะอาหารนอกบ้านราคาแพงมากนอกจากเป็นมื้อพิเศษเท่านั้น รวมทั้งการไปตลาดต้องใช้ตะกร้าและใช้จักรยาน ซึ่งทุกคนก่อนออกจากบ้านไปซุปเปอร์มาเกตต้องไม่ลืมเรื่องการนำกระเป๋าไปใส่สัมภาระกลับมา เพราะห้างเก็บเงินค่าถุงพลาสติก และที่สำคัญใครๆ เขาก็ทำอย่างนี้ สำหรับห้างสรรพสินค้าและโรงแรมที่นี่ถ้าพูดถึงความหรูหราคงต้องยกให้ประเทศไทยเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว ถึงในเมืองใหญ่จะมีบ้างก็ไม่เท่าประเทศไทยของเรา ความสะดวกสบายในการจับจ่ายถือว่าแย่กว่าเมืองไทยมาก เพราะห้างที่นี่ปิดประมาณ 2 ทุ่ม (แถมห้างเล็กๆ ปิดกลางวันพักกินข้าวด้วย) โดยเฉพาะวันอาทิตย์ต้องเรียกว่าเป็นวันพักผ่อนจริงๆ ไม่ใช่วันช้อปปิ้ง เพราะห้างร้านต่างๆ ปิดหมด ส่วนเรื่องเทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์เท่าที่สังเกตก็ไม่เห็นวัยรุ่นนั่งจิ้มไอโฟนกัน อาจเป็นเพราะค่าโทรศัพท์ราคาแพง จากวิถีชีวิตของคนที่นี่ทำให้นึกถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวไทยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่ของผู้คนอยู่แบบเรียบง่ายๆ จริงๆ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งคนไทยกำลังรณรงค์กันอยู่ ถ้าจะคิดดูให้ดีการก้าวเดินถอยหลังกลับไป 30  ปีก็ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าประเทศไทยจะเดินตามประเทศที่เจริญแล้ว เพราะเหตุการณ์ทั้งหมดที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ก็คงเกิดขึ้นแล้วกับประเทศเหล่านี้เมื่อ 30 ปีก่อน

ย่ำเยอรมันในซัมเมอร์ ตอนที่ 1 : บินตรงทำไมให้เปลืองเงิน

      หลังจากตะลอนทัวร์เที่ยวเมืองไทยจนฉ่ำใจนาน 3 เดือน ก็ได้ถึงเวลาต้องอำลากลับไปเยอรมันอีกครั้ง หลังจากได้รับอนุมัติวีซ่าเสร็จสรรพเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือซื้อตั๋วเครื่องบิน โดยเป้าหมายปลายทางคืออัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์  แล้วเดินทางต่อไปบ้านที่เมือง Uplengen ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเยอรมันนี  เนื่องด้วยมีเวลามากขึ้นแต่เงินตราน้อยลง พร้อมกับสายเลือดคนชอบหาสีสัน ใส่ชีวิต จึงเลือกใช้สายการบินราคาถูกแบบต้องต่อเครื่อง เมื่อมีโปรโมชั่นของอียิปต์แอร์จึงตัดสินใจบินไปกับอียิปต์แอร์ทันที  เพื่อหวังที่จะได้แวะดูบรรยากาศการ Landing ลงสนามบินไคโร สนนราคาตั๋วไป – กลับ ช่วงนี้อยู่ที่ 25000 บาท ซึ่งเพื่อนฝูงต่างชื่นชมว่าเป็นคนช่างกล้า เพราะเมื่อต้นเดือน มกราคม ที่ผ่านมาพึ่งมีการประท้วงปิดสนามบิน และมีผู้โดยสารต้องตกค้างอยู่ในสนามบินเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สถานการณ์ตะวันออกกลางก็ช่างขมุกขมัวชอบกล แต่จะทำอย่างไรได้กับคำแนะนำของเพื่อนฝูงเพราะเงินตราเรามีแค่นี้ จึงได้แต่หวังว่าถ้ามีการประท้วงเกิดขึ้นจะได้เป็นดาราดังมีนักข่าวมาสัมภาษณ์ออกทีวี และอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงตั๋วเพราะค่าธรรมเนียมของตั๋วเครื่องบินราคาถูก ย่อมมีเงื่อนไขมากกว่าตั๋วปกติ โดยค่าธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงวัน เวลา หรือ ชื่อผู้เดินทางคิดเป็นเงิน 35 ยูโร และ ถ้าเป็นการยกเลิกตั๋วไม่ต้องพูดกันเลย ได้ข้อมูลมาว่า Refund ได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ  
           เวลาเครื่องออกจากสนามบินสุวรรณภูมิของสายการบินอียิปต์แอร์ ก็เหมือนอีกสองสายการบินที่เคยใช้บริการ คือไชน่าแอร์ไลน์ และ อีว่าแอร์ไลน์ ซึ่งบินตรงไปอัมสเตอร์ดัม เวลาเครื่องออกก็ประมาณ ตีสอง ของทุกวัน ซึ่งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นเวลานี้ แต่คิดว่าน่าจะเหมือนรถทัวร์ที่เดินทางไปทางเหนื่อ เชียงใหม่ เชียงราย แต่ละบริษัทก็จะออกเวลาประมาณทุ่มหนึ่งหรือสองทุ่ม สงสัยขับตามๆ กันไปจะได้อุ่นใจเวลามีสลัดอากาศมาปล้น หรือ อาจจะเป็นผลประโยชน์ของบริษัททัวร์ที่จะทำให้ผู้โดยสารไปถึงประมาณเก้าโมงเช้า จะได้เดินทางเที่ยวต่อเลยไม่เสียเวลา แถมโฆษณาได้ว่า  7 วัน 9 คืน ก็เพราะนับคืนที่นอนในเครื่องบินไปด้วย ( ฮ่า ฮ่า)  เมื่อได้เวลาขึ้นเครื่องสิ่งแรกที่รู้สึกประทับใจคือสภาพบนเครื่องบิน ทุกอย่างเกินค่าคาดหวัง ที่นั่งใหญ่ สะอาดสะอ้าน ไม่มีกลิ่นโรตีอย่างที่คิด ทุกที่นั่งมีทีวี และ ที่สำคัญการเดินทางครั้งนี้โชคดีอีกแล้วไม่มีคนมานั่งข้างๆ ดังนั้น 3 ที่นั่งนั้นจึงกลายเป็นที่นอนที่แสนวิเศษของเรา เรื่องอาหารรสชาติดีถูกปากคนไทยอย่างเรา แถมด้วยเครื่องอภินันทนาการเรื่องแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ที่ปิดตา และ ถุงเท้า ซึ่งถือว่าเป็นน้ำจิตน้ำใจที่ดีด้วยสนนราคาที่ไม่แพงอย่างนี้   เครื่องบินจากกรุงเทพถึงสนามบินไคโร เวลา 6:30 น (Egypt Time) ไม่มีการ Delay ขณะที่เครื่องบิน Landing มองออกไปที่หน้าต่างเครื่องบิน เห็นบ้านเรือนเป็นสีส้มของทราย ทุกอย่างแห้งแล้งไม่มีวี่แววสีเขียวของใบไม้เลย สนามบินไคโรเป็นสนามบินเล็กๆ ไม่มีที่ให้เดินช้อปปิ้งมาก และตอนที่ไปถึงเป็นเวลาเช้าตรู่ร้านค้าต่างๆ ยังไม่เปิดบรรยากาศจึงเงียบเหงา เมื่อตรวจสอบเวลาจากจอมอนิเตอร์ของสนามบินแล้ว เห็นว่ามีเวลาอีกตั้ง 3 ชั่วโมง จึงมานั่งใช้บริการอินเตอร์เนตไร้สายของสายการบิน (ซึ่งก็ขอชื่นชมความใจปล้ำของสนามบินที่ให้มี Free Wifi ไม่ต้องลงทะเบียนใดๆ ให้ยุ่งยาก) เสียหน่อย โชคดีเจอเพื่อนสาวคนไทย 2 คนกำลังเดินทางครั้งแรกไปเยอรมัน และแม่ชีคาทอลิก 1 ท่านกำลังเดินทางไปทำวิจัยที่เบลเยี่ยม จึงมีเพื่อนคุยแลกเปลี่ยนประสพการณ์ เวลาจึงผ่านไปแบบไม่เหงาหงอย เมื่อผ่านด่านตรวจที่เข้มงวดที่ประตูทางออกไปขึ้นเครื่อง คราวนี้ต้องนั่งรถรับ-ส่งไปที่ลานบินเหมือนเวลาเรานั่งเครื่องบินภายในประเทศบ้านเรา แต่ชอบบรรยากาศตอนยืนในรถรับ-ส่ง คนขับเปิดเพลงพวกอาหรับ และรถขับไปช้าๆ ในลานบิน ซึ่งมองออกไปทางไหนก็มีแต่สีส้มของทราย และ คอนกรีต บรรยากาศเหมือนอยู่ในสารคดียังไงไม่รู้ ถึงแม้ว่าเครื่องบินลำเล็กแต่ก็ไม่มีปัญหาการเดินทางอย่างไร แถมที่สำคัญมีอาหารให้เรากินอีกเพิ่มอีกหนึ่งมื้อ นับว่าให้มากกว่าสายการบินตรง ซึ่งเสียเงินมากกว่าถึงประมาณ 5-6 พันบาท  ดังนั้นจึงขอให้คะแนนเต็มสำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีเวลามากมายอย่างเราแค่นั่งรอ 3 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียเงิน 5-6 พันบาท หรือ คำว่าไม่ต้องเสียก็คือ ได้เงินมา 5-6 พันบาท การเดินทางครั้งนี้ได้ถึงจุดหมายปลายทางคือสนามบิน Schiphol อัมสเตอร์ดัมโดยสวัสดิภาพ